ขอไว้อาลัย
การพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับเจ้าปัญหากำลังสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างไม่ผิดไปจากความคาดหมายของหลายๆ ฝ่าย การชุมนุมคัดค้านเริ่มยกระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเมื่อเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย เครือข่ายภาคประชาชน 77 จังหวัด และ ฯลฯ จากสวนลุมพินีออกเดินทางไปร่วมสมทบกับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณที่เวทีอุรุพงษ์ เมื่อ 3 พ.ย.56 ในช่วงใกล้ค่ำโดยไม่ทันที่ฝ่ายตั้งรับจะทันได้ตั้งตัวเตรียมแผนต้อนรับ ในขณะที่เวทีพรรคประชาธิปัตย์ที่สามเสน ก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยมีจำนวนประชาชนเพิ่มมากขึ้นทุกเวลา และยังมีเวทีคัดค้านที่จัดตั้งในต่างจังหวัดอีกหลายๆ จังหวัดพร้อมๆ กัน
ยังไม่นับรวมไปถึง สถาบัน องค์กรต่างๆ บรรดานักวิชาการ คณาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักเรียน แทบจะทุกระดับการศึกษา พ่อค้า แม่ค้า และคนแทบทุกวงการอาชีพต่างก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผย
แต่ความขัดแย้งเหล่านี้กลับไม่ได้สร้างความสะดุ้งสะเทือนให้กับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพียง 310 คนที่มีมติผ่านร่างวาระที่ 3 ในเวลา ตี 4 เป็นการทำงานกันแบบทุ่มเทผิดวิสัยของความชอบธรรม แต่กลับเป็นการกระทำเหมือนกับโจรในสมัยโบราณที่มักจะบุกเข้ามาปล้นชิงทรัพย์สินของราษฎรในยามวิกาลใกล้รุ่งเช่นนี้เสมอ เป็นการผ่านร่างกฎหมายแบบมีใบสั่งอย่างชัดเจน
ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนแค่ 310 คนถึงจะกล้าคิดเอาเองว่าพวกตนมีความเฉลียวฉลาดเหนือกว่าคนไทยเกือบทั้งแผ่นดิน ใช้อำนาจในมือพิจารณาความผิดให้กลายเป็นเรื่องถูกโดยไม่แยแสต่อความคิดเห็นของผู้คนอีกมากมายที่ "มีความรู้ความสามารถมากกว่า ส.ส.ทั้ง 310 คน" และมีอีกจำนวนมากมายที่เหนือกว่าทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ และ "ระดับสามัญสำนึกในสมอง" และก็แปลกที่พวกเดียวกันหลายๆ คนก็ยังมีความคิดขัดแย้งกันแต่กลับไม่คัดค้าน ได้แต่คล้อยตามเหมือนกับว่าตนเองไม่มีสมองสำหรับสั่งการ ได้แต่ก้าวเดินไปตามคำสั่งของผู้บงการ
แต่กระบอกเสียงของฝ่ายรัฐบาลบางกระบอกก็ยังคงถากถางเยาะเย้ยฝ่ายต่อต้านเป็นรายชั่วโมงว่าไร้น้ำยา เป็นเพียงกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเพียงไม่กี่พันคน ซึ่งแน่นอนว่าช่องทางการรับทราบข่าวสารของประชาชนทางฟรีทีวีย่อมมีข้อจำกัดในการรับรู้ (เช่นทุกครั้ง) ทำให้ฝ่ายรัฐบาลสามารถสร้างข่าวผ่านองค์กรทางการปกครองทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นยัดเยียดให้ประชาชนรับรู้ตามที่ตนต้องการ โดยไม่สนใจใยดีที่จะแถลงถึงความเป็นจริง และมติของประชาชนทั่วประเทศ
ในอีกด้านหนึ่งแนวร่วมของฟากรัฐบาลก็ข่มขู่ว่าจะยกพลออกมาปะทะกับฝ่ายต่อต้านแบบถึงเลือดถึงเนื้อ อันเป็นวิธีการข่มขู่ตามแนวทางที่พวกตนถนัดที่สุดที่เคยใช้ความรุนแรงนี้ในประวัติศาสตร์สร้างรัฐบาลมาแล้วในอดีต
วิญญาณบรรพบุรุษคงจะน้ำตานองหน้า
เมื่อต้องมาทนดูลูกหลานยกพวกมาห้ำหั่นกันอย่างไร้สติ
แผ่นดินต้องนองไปด้วยเลือดและน้ำตาของบรรดาลูกหลาน
เพียงเพื่อสนองตัณหาของคนบางคน บางกลุ่ม
