chanin1222 :
บทความ »
Bagikan kepada teman!

ข่าวเด่นวันนี้

ทรัพยากรที่ไร้ค่า

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 | 10:59

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558


วันนี้บ้านเมืองของเรายังคงตกอยู่ในกระแสการโจมตีจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยทหาร ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคำว่า "รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย" ที่ถูกล้มล้างลงไปด้วยอำนาจปืนนั่นเอง เพราะต่างประเทศหลายชาติต่างชื่นชมยินดีในระบอบการปกครองที่อาศัยเสียงคนส่วนมากในการกำหนดบทบัญญัติขึ้นมาเพื่อปกครองคนทั้งแผ่นดิน "โดยไม่ใส่ใจใยดีกับเสียงของคนส่วนน้อย" และที่สำคัญที่สุดก็คือ "โดยไม่ใส่ใจกับความถูกต้อง" ซึ่งในวันนี้เราก็ได้รับรู้แล้วถึงพิษสงของคำว่า "คนหมู่มาก" มันเริ่มต้นจากการใช้คนหมู่มากเข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงลงด้วยการเลือกตั้งที่ใช้กลโกงและการโฆษณาชวนเชื่อในทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงที่มากที่สุด เพียงพอที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศ 

แต่แล้วในวันหนึ่ง "คนหมู่มาก" อีกกลุ่มหนึ่งก็พากันออกมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาลชุดนี้อย่างท่วมท้นจนผู้บริหารประเทศหมดหนทางเลี่ยงหลบหนีจากปัญหาต้องออกมาท้าชนกับคนหมู่มากด้วยอำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือบวกกับ "อำนาจเถื่อนที่เคยมีอยู่ในมือ" ผลก็คือประเทศชาติกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองด้วยฝีมือของรัฐบาลเอง แต่ก่อนที่บ้านเมืองจะประสบกับภาวะล่มสลายลง ก็มี "คนหมู่มาก" อีกกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจการต่อรองสูงสุดในแผ่นดินนี้เนื่องจากมี "อาวุธ"  ปรากฏตัวออกมายืนระหว่างกลางของความขัดแย้งและไกล่เกลี่ยหาข้อยุติ แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัดของตนอยู่แล้ว 

ฝ่ายรัฐบาลประกาศผดุงระบอบประชาธิปไตยของตนที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน ด้วยวิธีการเลือกตั้งอย่างถูกต้อง จึงสามารถที่จะออกกฎหมาย แก้ไขกฏหมายทุกอย่างได้ตามที่ฝ่ายตนต้องการ โดยไม่ต้องมาสนใจว่าเรื่องไหนถูกหรือเรื่องไหนไม่ถูกต้อง ขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็ยึดมั่นที่จะล้มล้างระบอบเผด็จการรัฐสภาที่น่าอับอายนี้ลงทันที ดังนั้นทางเลือกของคนหมู่มากกลุ่มสุดท้ายจึงไม่มีอีกแล้ว จำต้องประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศโดยเบ็ดเสร็จ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลขาดความต่อเนื่องในโครงการใหญ่ๆ อีกหลายโครงการที่กำลังพิจารณาดำเนินการอย่างเร่งรีบเพื่ออนุม้ติจ่ายเงินจำนวนมหาศาลมาเพื่อใช้งานทางการเมืองเป็นการเร่งด่วน กับเรื่องสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลก็คือบาดแผลที่เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดมากมายหลายโครงการ กำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตรวจสอบ ชำระล้าง ควานหาหลักฐาน เพื่อค้นหาตัวผู้ที่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

สงครามทุกครั้งจะต้องมีคู่สงครามและฝ่ายที่เป็นกลาง เพียงแต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า "ความเป็นกลาง" น่ะมีอยู่จริง เพราะในทุกการต่อสู้ผู้ที่ไม่ใช่คู้ขัดแย้งย่อมมองสถานการณ์ด้วยความระมัดระวัง การเข้าสอดมือช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ย่อมจะเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นการตอบแทนในภายหลัง ดังนั้นจึงต้องมองสภาพการต่อสู้ด้วยความรอบคอบและพร้อมที่จะเข้าไปช่วยเหลือฝ่ายที่กำลังจะมีชัยอย่างแน่นอน  ความเป็นกลางในยุคสมัยนี้จึงเป็นวิถีทางของการแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการรักษาความถูกต้องในสังคม

ทรัพยาการที่สำคัญที่สุดในแผ่นดินก็คือ คน 

หากรัฐบาลมุ่งที่บริหารจัดการทรัพยากรในด้านบุคคลเป็นลำดับแรก นั่นคือต้นทางในการบริหารจัดการทรัพยากรอื่นๆ ตามลำดับความเร่งด่วน และ ตามลำดับความสำคัญ 

เนื่องจากคนเป็นต้นทุนของทุกเรื่อง 
คนมีกำลังแรงงานเป็นของตนเอง
คนมีกำลังสมอง มีปัญญาเป็นของตนเอง

แต่กำลังสมองและสติปัญญาของคน ไม่ได้เกิดขึ้นมาได้เองตามธรรมชาติ มันต้องอาศัยการศึกษา การเรียนรู้มาตั้งแต่กำเนิด 

เริ่มต้นจากสถาบันครอบครัวในด้านอุปนิสัย การสืบสันดาน  
จากสถาบันการศึกษาในด้านวิทยาการ ความรู้   
จากสถาบันศาสนาในด้านพื้นฐานของจิตใจ
จากประสบการณ์ในด้านการเพิ่มพูนประสิทธิภาพของตัวเอง

คน ที่ปราศจากการเรียนรู้จากสถาบันทั้ง 4 ข้างต้นก็เปรียบเสมือน คน ที่สมองว่างเปล่า แต่ก็เพียงพอที่จะบรรจุคำโฆษณาชวนเชื่อและรับคำสั่งให้ปฏิบัติตามในทุกเรื่องโดยไม่ต้องใช้สมองคิดไตร่ตรองให้เสียเวลา คนประเภทนี้จึงเป็นที่ต้องการของผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัย ตราบจนถึงทุกวันนี้ นักการเมืองจึงมองหาแต่ทรัพยากรบุคคลประเภทนี้เพื่อนำมาเติมเต็มให้กับคำว่า "ประชาธิปไตย" ในแผ่นดิน

แผ่นดินที่มีแต่ทรัพยากรที่ไร้ค่า



ความคิดเห็น | | Read More...

ความหวังยังมี?

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558 | 17:33

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558



ในทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ย่อมทำให้เกิด "ความหวัง" ขึ้นมาเสมอ ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นเรื่องใดก็ตาม แต่จากอดีตอันยาวนานที่ผ่านมาเรายังพอจะสรุปได้ว่า ในความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่เคยมีเชื้อไฟใดที่จะสามารถจุดประกายไฟแห่งความหวังให้กับประชาชนได้เลยว่า เราจะมีรัฐบาลที่ดีขึ้น เราจะมีนักการเมืองที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น นั่นหมายความถึงนักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารการปกครองอย่างแท้จริง นักการเมืองที่มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีจิตวิญญาณของความเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน มีนักการเมืองที่ทำหน้าที่ "ผู้แทนราษฎร" อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนคนหนึ่งที่ต้องการมีอำนาจวาสนาเพื่อที่จะเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศชาติโดยปราศจากความละอายใจ แน่นอนว่า ด้วยความหน้าด้านแบบไร้สรรพสัตว์หรือสรรพสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้

กาลเวลาที่ผ่านมาทำให้เราก้าวข้ามนักการเมืองรุ่นเก่าที่อุดมไปด้วยอิทธิพลมืดร้อยแปด แต่เรากลับเข้าไปจมปลักอยู่กับนักการเมืองที่มาจากกลุ่มนายทุนที่ใช้เงินซื้อหาทุกอย่างไม่เลือกหน้า ตั้งแต่พรรคการเมือง นักการเมือง ประชาชนบางกลุ่ม หรือแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้ และนายทุนเหล่านี้ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารปกครองประเทศ เปลี่ยนแปลงประเทศให้กลายเป็น บรฺิษัท มหาชน จำกัด เปลี่ยนแปลงสถานะภาพของประชาชนให้กลายเป็นเพียงลูกค้าเท่านั้น ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง หากลูกค้าไม่มีเงินก็ไม่สมควรเข้ามาซื้อหาอะไรจากตลาดได้ทั้งสิ้น และในการค้านั้นก็จะจะต้องมีผลกำไรเกิดขึ้นกับ "เจ้าของบริษัท" ไม่ใช่กับตัวบริษัทที่เรียกว่าประเทศ

บ้านเมืองจมปลักอยู่กับนรกมาเนิ่นนาน การกอบกู้บ้านเมืองจากนรกเกือบจะกลายเป็นการลุยฝ่านรกไปจริงๆ เมื่อมีการใช้เงินทองมาเป็นปัจจัยในการป้องกันสถานภาพทางการเมืองของกลุ่มตนในทุกวิถีทาง  และวิธีการที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการปลุกเร้าให้ประชาชนออกสู่แนวหน้าด้วยยการสนับสนุนเงินทองเพียงอย่างเดียว "ไม่ใช่การสนับสนุนด้วยหลักฐานตามความเป็นความจริง" บ้านเมืองเกือบจะลุกเป็นไฟจากการปลุกปั่นโดยไร้ความปราณี และด้วยความช่วยเหลิอจากเทคโนโลยี่สมัยใหม่ รวมถึงการใช้กระบวนการที่ซับซ้อนทางการเมืองระหว่างประเทศ

ปัญหาสำคัญที่ประเทศเราจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนก็คือ กระบวนการทางการศึกษานั่นเอง และควรจะต้องยอมรับได้แล้วว่า พื้นฐานทางการศึกษาของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำจนลากไปกับพื้นดินมาหลายปีแล้ว อันเนื่องมาจากบุคคลในระดับชนชั้นนำและผู้ปกครองเกรงว่าประชาชนทั่วไปจะมีความรู้เท่าทันตน หรือมีวิวัฒนาการที่ก้าวทันกระบวนการโกงกินบ้านเมืองของผู้ปกครอง ดังนั้น กระบวนการทางการศึกษาของไทยจึงเป็นไปอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแทบตลอดเวลาจนบุคลากรทางการศึกษามีสภาพเหมือนกับคนงานในโรงงานที่จะต้องมีความระมัดระวังสถานภาพของตนเองตลอดเวลา ว่าจะไม่ถูกไล่ออกเพราะข้อกล่าวหาที่ว่าไร้ประสิทธิภาพ  ผู้บริหาร ผู้สอน ผู้เรียน ถูกประเมินผลด้วยหลักการที่สับสนวุ่นวาย และ "ไร้สาระ" มาโดยตลอด

และให้ความสำคัญของ "ผู้เรียน" ไว้ในลำดับสุดท้ายของตารางข้อมูลที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบในการตัดสินใจของทุกเรื่องราว แต่ไปเน้นให้ความสำคัญกับสถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นมาแข่งขันกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผลิตบุคลากรที่ไร้ความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงออกมาเกลื่อนตลาดแรงงาน แต่กลุ่มนักวิชาการกลับปิดกั้นตนเองไว้ในกะลาครอบที่มีอยู่ ไม่ยอมรับความจริงที่ว่า กระดาษที่เรียกกันว่า ใบรับรองคุณวุฒินั้น สามารถซื้อหาได้ในราคาไม่กี่บาทจากทุกซอกทุกมุมของประเทศไทย

ความจริงบางเรื่อง คนไม่อยากจะมองเห็นหรือพูดถึงมัน ทำเหมือนกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น หรือมันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ามันมีอยู่จริงและจับต้องได้

ถ้าแผ่นดินนี้มีผู้นำประเทศที่กล้ายอมรับความจริง

ประเทศชาติคงจะย่อยยับไปในไม่ช้า หากรัฐบาลยังคงมองเห็นความสำคัญเรื่องการศึกษาของประชาชนว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เทียบเท่ากับความสำคัญทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความร่ำรวยให้กับผู้คนเพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น

งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากมายมหาศาลทุ่มเทลงไปเพื่อขยายผลความเติบโตให้กับธุรกิจของคนเพียงไม่กี่คนในแผ่นดิน ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ประชาชนยังคงเดินลุยฝ่าไปบนถนนฝุ่นคละคลุ้งในหน้าร้อนไล่จับเขียด กิ้งก่า หรือต้องลุยฝ่าโคลนตมเดินทางไปในฤดูฝน หรือการต้องลุยฝ่ากระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวจนเปลี่ยนถนนให้เป็นแม่น้ำในฤดูน้ำหลาก

พวกเขายังคงมีสิทธิในความเป็นประชาชนอยู่หรือไม่?

ทำไมกลุ่มนายทุนจำนวนเพียงน้อยนิดในสังคมจึงได้รับสิทธิพิเศษเหล่านั้น

โดยที่ประชาชนเกือบทั้งแผ่นดินยังคง

ไร้ซึ่งความหวัง ... ต่อไป




ความคิดเห็น | | Read More...

คลื่นใต้น้ำ

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 | 08:03

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557


สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้ ยังพูดไม่ได้เต็มปากว่า "สงบเรียบร้อย" แม้ว่าจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวแล้วก็ตาม หากแต่ว่าฝ่ายตรงข้ามที่เคยใช้ทุกวิธีการในการ "ทวงคืนอำนาจ" ออกอาการเหนื่อยล้ากับการต่อสู้กับพลังของประชาชนบางส่วน และจุดสำคัญของเรื่องก็อยู่ที่ว่า ในการต่อสู้ของฝ่ายตนต้องใช้ทรัพยากรที่เป็น "เงิน" ในการปลุกระดมมวลชนบางส่วนเข้ามาต่อต้านอำนาจรัฐของฝ่ายตรงข้าม การกระทำดังกล่าวสิ้นเปลืองเงินไปเป็นจำนวนมาก ทั้งจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ  "ค่าจ้าง" ของกลุ่มสนับสนุน รวมถึง "ค่าใช้จ่าย" ของบรรดาแกนนำที่มีมูลค่ามหาศาล อันส่งผลให้บรรดาแกนนำหลายคนเปลี่ยนฐานะจาก "ไพร่(ตามความหมายของตัวเอง)" มาเป็น "อำมาตย์" แล้วก็ยกระดับฐานะในสังคมขึ้นมาเป็นผู้มีอันจะกิน ร่ำรวยมีเงินสดนับร้อยล้านภายในช่วงเวลาไม่ถึง 5 ปี

บุคคลเหล่านี้มีทุนรอนสำหรับการโลดแล่นบนถนนการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพราะการ "โกง" แม้กระทั่งผู้ว่าจ้างของตนเอง และมองประชาชนบางกลุ่มเป็นเพียง "เครื่องมือทางการเมือง" เท่านั้น แต่พวกเขาก็รับรู้ว่า "คะแนนเสียง" ยังคงซื้อหาได้ทั่วไปอย่างแน่นอน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม ไม่ว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญกี่ครั้งก็ตาม

เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้มองการเมืองว่าเป็นหนทางในการบริหารปกครองประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทำให้ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขมีฐานะความเป็นอยู่ที่พอเพียงในสังคมโดยรวม และลดช่องว่างระหว่างชนชั้นลง สร้างสามัญสำนึกในความรักชาติรักแผ่นดินให้เกิดขึ้นในหัวใจของทุกคน

แต่คนเหล่านี้มองหาเพียง "ผลประโยชน์" ที่จะได้รับจากการรับใช้นายทุน จากการปลอกลวงประชาชน จากการทุจริตคิดไม่ชอบจากตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง จากการรวมตัวกันของคนที่มีความคิดชั่วช้าเหมือนกันมาร่วมกันต่อต้านผู้กีดขวางเส้นทางแห่งอำนาจด้วยวิธีการต่างๆ

ทั้งนี้โดยอาศัยวิธีการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีการป้อนข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ บิดเบือน ออกสู่สาธารณชน ในทุกเรื่อง เพียงหวังผลให้เกิดข้อถกเถียงกันขึ้นในหมู่ประชาชน แล้วอาศัยสื่อสารมวลชนช่วยกระพือโหมให้เกิดความวิตกกังวล ความหวาดระแวงขึ้นในหมู่ประชาชน แล้วจึงเริ่มสนับสนุนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการเรียกร้องต่างๆ นาๆ

แต่ในขณะเดียวกันก็จะลอบให้การสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามให้ทำการตอบโต้ด้วยความรุนแรง ก้าวร้าว ยั่วยุ ให้มีการประทะกันด้วยกำลัง เพื่อขยายสถานการณ์ให้ลุกลามบานปลายออกไป

วิธีการเหล่านี้ไม่ใชวิธีการของ "ระบอบคอมมิวนิสต์" แต่เป็นวิธีการของ "ระบอบนายทุน"
เพราะคอมมิวนิสต์มีจุดมุ่งหมายเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน
แต่ "นายทุน" ทำทุกอย่างเพื่อตนเอง เพื่อครอบครัวและพวกพ้องเท่านั้น
ชีวิตของประชาชนเป็นเพียง "สินค้า" ในความหมายของนายทุน

นายทุนเป็นผู้ขายอาวุธในการทำลายล้าง
นายทุนเป็นผู้ขายเครื่องเวชภัณฑ์ในการรักษาพยาบาล
นายทุนเป็นผู้ให้เงินสนับสนุนในการสร้างประเทศ
นายทุนเป็นผู้ให้การสนับสนุนนักการเมืองเพื่อให้เข้ามาบริหารปกครองประเทศ
นายทุนเป็นผู้เสนอให้มีการแก้ใขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์กับฝ่ายตน
นายทุนเป็นผู้ดำเนินการในการส่งออกและนำเข้าสินค้า
นายทุนเป็นผู้ดำเนินกิจการ ธนาคาร ประกันภัย ตลาดหลักทรัพย์
และนายทุนกำลังเข้าครอบงำในการเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ ในกิจการ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล การขนส่งมวลชน การสื่อสารมวลชน การไฟฟ้า การประปา รวมไปถึงกิจการต่างๆ อันถือได้ว่าเป็น "บริการสาธารณูปโภค" ที่ประชาชนทุกคนควรจะได้รับบริการขั้นพื้นฐานโดยเท่าเทียมกัน

แน่นอนว่า "นายทุน" ไม่สามารถดำเนินการเรื่องเหล่านี้ตามลำพังได้
หากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก "องค์กรศาสนา" บางองค์กร
เป็นหน้าที่ของท่าน ... ที่จะไปมองหาว่า ซาตานที่แท้จริง มีหน้าตาอย่างไร ?

ความคิดเห็น | | Read More...

นักวิชาการ

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 | 10:20

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557




หากจะมองถึงเจตนารมณ์ในด้านวิชาการแล้ว คำว่า นักวิชาการในสาขาใดๆ ย่อมหมายความถึง ผู้มีความรู้ ความชำนาญ และศึกษาลึกซึ้งในสาขาวิชานั้นๆ ดังนั้น เมื่อเห็นคำว่านักวิชาการก็มักจะมาคู่เคียงกับคำว่า ผลงานวิจัย หรือ การสัมนาทางวิชาการ

ย้อนหลังไปหลายสิบปี คำว่านักวิชาการ บอกให้ทราบถึงความเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอิสระทางความคิด มีความเป็นกลางในทางความคิด ปราศจากอคติไม่เอนเอียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ต่างมุ่งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าหาความจริงจากเรื่องที่ตนมีความสนใจอย่างจริงจัง แสวงหาชื่อเสียงจากความสำเร็จในงานที่ตนกระทำ และกลุ่มนักวิชาการนี้จะมีความเป็นอยู่ที่ตัดขาดจากบุคคลภายนอกโดยสิ้นเชิง สถานที่อยู่เกือบทั้งหมดจะเป็นภายในรั้วมหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย เท่านั้น

แต่มาถึงวันนี้กาลเวลาทำให้ทุกอย่างแปรเปลี่ยน โลกภายนอกของสังคมเกลื่อนกลาดไปด้วยนักวิชาการ ในทุกสาขาอาชีพที่พร้อมจะเสนอหน้าออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสารมวลชนทุกโอกาสที่เปิดให้ โดยเปิดเผยทิศทางทางความคิดในการเลือกข้างอย่างชัดเจน แต่กลับเป็นกลุ่มนักวิชาการที่แสวงหาทรัพย์สินเท่านั้นเพราะทุกความคิดเห็นเป็นไปตามคำบงการของนายจ้าง ตนเองเพียงพยายามสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสังคม โดยการเสนอหน้าออกสื่อให้บ่อยครั้งที่สุดแล้วก็พยายามวางท่าทีเป็นผู้ทรงภูมิมากที่สุด ทั้งๆ ที่เรื่องบางเรื่องก็ค้นคว้ามาจากเรื่องที่ผู้อื่นกำลังทำการค้นคว้าวิจัยอยู่ บางเรื่องก็นำข้อมูลจากหลายๆ แห่งมาดัดแปลงแก้ไขเรียบเรียงเป็นแนวความคิดของตน

และบิดเบือนข้อมูลที่ควรจะเกิดขึ้นตามความเป็นจริง

นักวิชาการจอมปลอมกลุ่มนี้สร้างหายนะใหญ่หลวงให้กับทั้งระบบ ไม่ว่าจะด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่กลุ่มนายทุน นักธุรกิจการเมืองกำหนดไว้ ปลุกปั่นกระแสความเชื่อในทางที่ผิดๆ ให้กับประชาชน บีบให้ประชาชนก้าวเดินไปสู่เส้นทางที่ถูกวางไว้ นั่นคือหายนะ

สังคมเรามีนักวิชาการด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และสังคม มากมาย เป็นตัวเลือกให้นักการเมืองที่ไร้ความสามารถมีความจำเป็นอย่างยิ่งทีจะต้องว่าจ้างนักวิชาการกลุ่มนี้แต่งตั้งเข้าไปเป็นที่ปรึกษาประจำตัวหรือประจำพรรคการเมืองไม่ใช่น้อย เพื่ออาศัยเป็นตัวอ้างอิงในการบริหารราชการแผ่นดินว่าได้ผ่านการกลั่นกรองจากนักวิชาการมาแล้วอย่างรอบคอบ ว่าจะไม่เกิดความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นกับแผนปฏิบัติการนั้นๆ อย่างแน่นอน

แต่นั่นคือความฝัน

ในโลกของความเป็นจริง รัฐบาลหลายคณะสร้างความเสียหายกับประเทศชาติอย่างย่อยยับ ทั้งจากตัวของบุคคลในคณะรัฐบาลเองและจากแผนงานโครงการต่างๆ ของรัฐบาลเอง ทั้งจากการทุจริตคอรัปชั่นที่ขยายวงกว้งออกไปทั่วทุกวงการ และช่วงเวลาเหล่านี้กลุ่มนักวิชาการจอมปลอมก็จะพากันหดหัว หุบปากแน่นสนิท ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองแก้ตัวหาทางออกกันเอาเองแบบน้ำขุ่นๆ

หนึ่งในหายนะร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติก็คือ โครงการประชานิยม

ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายที่เป็นรัฐบาลเท่านั้นที่นำเอาโครงการประชานิยมมาเป็นตัวชูโรง แม้แต่ฝ่ายค้านก็ยังเพียรพยายามที่จะนำเสนอโครงการประชานิยม(ที่ผ่านการดัดแปลงบ้างแล้ว) มานำเสนอต่อประชาชน โดยไม่ใส่ใจต่อผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ และประชาชนในประเทศนี้

เพราะโครงการนี้บิดเบือนวิถีชีวิตของประชาชนโดยสิ้นเชิง

เปลี่ยนชาวนาธรรมดากลายมาเป็นขอทานที่มีเงินใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย
เปลี่ยนคนธรรมดาจากชนชั้นกลางที่มีกินมีใช้อย่างจำกัดให้กลายเป็นคนยากจน
เปลี่ยนพ่อค้ารายย่อยให้กลายเป็นบุคคลล้มละลาย

และเปลี่ยนเศรษฐีเพียงไม่กี่ตระกูลให้กลายเป็น โคตระบรมมหาเศรษฐี

ทั้งนี้และทั้งนั้น ผลงานส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากนักวิชาการจอมปลอมเหล่านี้นี่เองที่นำเสนอผลงานที่ไม่ได้เกิดจากงานวิจัยค้นคว้าศึกษาข้อมูลโดยละเอียดของตนเอง แต่เป็นการนำเสนอตามความคิดของนักธุรกิจการเมืองที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

ได้เวลาอันสมควรแล้วที่นักวิชาการจะต้องหันกลับไปสู่วิถีทางเดิมของตน ยึดถือปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทำงานของตนเพื่อสังคม เพื่อประชาชน และเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อทรัพย์สินเงินทองหรืออามิสสินจ้างรางวัลจนละเลยต่อคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณอันพึงมีอยู่

ได้เวลาอันสมควรแล้วที่ประชาชนทั้งประเทศจะต้อง เปิดหู ลืมตา อ้าปาก ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของตนอย่างจริงจัง และแสดงให้บรรดาโคตระบรมมหาเศรษฐีเหล่านั้นได้รับรู้ว่า คนในประเทศนี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยขาของตนเองเหมือนกับที่บรรพบุรุษเคยทำมาในอดีต ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมายืนเข้าแถว รอรับเศษอาหารเหมือนดังที่เคยปรากฎในสิบกว่าปีที่ผ่านพ้นมา

ภาพเก่าๆ เหล่านั้น มันบาดตา บาดใจ บาดลึกลงไปในความรู้สึก

นั่นแหละคือ บทเรียนที่ทรงคุณค่าของประชาชน

เจ็บแล้วต้องจำ 
อย่าทำเป็นหนังหนา

ความคิดเห็น | | Read More...

อำนาจนอกระบบ

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557 | 11:29

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557


ข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 2 เมษายน 2557

เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรค 1 (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่ 

คำร้องนี้นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา และคณะรวม 28 คน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ เนื่องจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ระหว่างนายถวิล เปลี่ยนศรี ผู้ร้องคดีกับนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ว่า การโอนผู้ฟ้องคดีจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาแต่งตั้งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ตามคำประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 30 กันยายน 2554 เป็นการดำเนินการโดยมิได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายและมิได้อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ทั้งยังไม่มีเหตุผลรองรับที่มีอยู่จริงและอธิบายได้

จึงถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับคือ วันที่ 30 กันยายน 2554 โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง (8) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ว่าผู้ถูกร้องคดีที่ 1 ควรที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีได้กลับเข้าสู่ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา

ผู้ร้องเห็นว่า ปัจจัยสำคัญในการโอนนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เชื่อได้ว่าเป็นตามประสงค์ที่จะให้ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่พลตำรวจเอก วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ดำรงอยู่ในขณะนั้นว่างลง เพื่อแต่งตั้งให้บุคคลอื่นดำรงตำแหน่งดังกล่าวแทน โดยปรากฏพฤติการณ์ที่มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนเองและเครือญาติตลอดจนพรรคเพื่อไทยที่ผู้ถูกร้องสังกัดอยู่

จึงเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ในการแต่งตั้งหรือโอนข้าราชการ ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมือง และเป็นการให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำและมิใช่ข้าราชการการเมืองพ้นจากตำแหน่ง โดยมิใช่การกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา และมิได้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 (2) และ (3) อย่างขัดแย้ง มีผลทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7)

ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว กรณีตามคำร้องเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ประกอบมาตรา 182 วรรคสาม ที่บัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อต่อประธานแห่งสภา ที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลง และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่ โดยให้นำบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และมาตรา 92 มาใช้บังคับกับการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีว่ามีการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) หรือไม่ 

และเมื่อคำร้องนี้มีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภาและประธานวุฒิสภาได้ส่งคำร้องศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กรณีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และให้นายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อกล่าวหาภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับสำเนาคำร้อง

เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีคำให้สัมภาษณ์ของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค เพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายถวิล จะยื่นร้องคัดค้านการโยกย้ายไม่เป็นธรรมว่า อยากให้ นายถวิล กลับไปศึกษาข้อกฎหมายให้ดีเสียก่อน เพราะการโยกย้ายข้าราชการระดับ 11 นั้น เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 11 (4) ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่ามีความ พยายามที่จะนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็นการเมือง เพื่อหวังให้กระทบกับภาพลักษณ์ของรัฐบาล หรือนำไปเป็นประเด็นให้ฝ่ายค้านนำไปขยายผลมากกว่า

เราจะย้อนเวลากลับไปอีกนิดด้วยข่าวจากไทยรัฐออนไลน์เมื่อ 6 กันยายน 2556 

ย้อนเวลากลับไป ในวันที่ 6 ก.ย. 2554 นับถึงวันนี้ (6 ก.ย. 2556) ครบรอบ 2 ปีเต็ม พอดิบพอดี ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ ครม.มีคำสั่งเห็นชอบให้ย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตำแหน่งในขณะนั้น โยกไปดำรงตำแหน่ง เป็นที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ขณะที่สังคมต่างก็ทราบดีว่า เป็นการถูก "เด้งเข้ากรุ" ท่ามกลางข้อครหาทางการเมืองในขณะนั้นว่า ต้องการเปิดทางให้กับบุคคลอื่น เข้ามาดำรงตำแหน่งซึ่งความสำคัญ ด้านความมั่นคงของประเทศแทน

นายถวิล ต้องตัดสินใจใช้ความหาญกล้าอย่างที่สุด ยื่นฟ้องร้อง ตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งร้องไปที่ คณะกรรมพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แบบที่ภาษาชาวบ้าน เรียกว่าชนิด "ยืนซัดแลกกันแบบหมัดต่อหมัด" กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อเป้าหมาย "ร้องขอความเป็นธรรม" เนื่องจากเห็นว่า คำสั่งโยกย้ายนั้นมิชอบ เพราะตนไม่มีความผิด หรือ พบมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด ขนาด ก.พ.ค.ในขณะนั้น สั่งยกคำร้อง เพราะเห็นว่า การดำเนินการของรัฐบาล ไม่เข้าข่ายความผิด

แต่ นายถวิล ก็ยังไม่ยอมแพ้! ตัดสินใจเข้าร้องต่อศาลปกครองทันที ส่งผลทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องกลายมาเป็นจำเลยที่ 1 ขณะที่ ก.พ.ค. ต้องตกมาเป็นจำเลยที่ 2 แล้วเรื่อง คดีก็ต่อสู้กันไปตามกฎหมาย

จนในที่สุด เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2556 ศาลปกครองกลาง ได้อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 635/2555 ที่นายถวิล เปลี่ยนศรี ผู้ฟ้องคดี ต่อ นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ได้มีคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 152/2554 ลว 7 ก.ย. 2554 ให้ผู้ฟ้องคดี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย กับคำสั่งดังกล่าว จึงได้ยื่นเรื่อง ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ตามคำร้อง ลว 12 ก.ย. 2554 ซึ่งต่อมา ก.พ.ค. มีหนังสือ ลว 10 เม.ย.2555 แจ้งยกคำร้องทุกข์ ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงได้นำเรื่องมาฟ้องศาลปกครอง เพื่อขอความเป็นธรรม

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้ยกเลิกคำสั่งย้าย"นายถวิล"ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ และให้ย้ายกลับมาดำรงตำแหน่ง"เลขาธิการ สมช."โดยเร็ว โดยศาลเห็นว่า การรับโอนเป็นไปอย่างรีบเร่ง และไม่ชอบด้วยจริยธรรมถึงตรงนี้ เรื่องก็น่าจะจบลงด้วยดี 

แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และทางปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยื่นอุทธรณ์ต่อ ศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เพราะ นายถวิล ต้องฝันค้าง กลายเป็นเหมือนถูกติดดิสเบรก ยังไม่สามารถกลับมานั่งตำแหน่งเลขา สมช. ซึ่งตอนนี้ มี พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาฯ สมช.คนปัจจุบัน นั่งอยู่ได้ นายถวิลก็ยังต้องร้องเพลงรอต่อไป

สำหรับ นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผย ความรู้สึกกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ว่า พอเรื่องมันผ่าน ก.พ.ค. ผมก็ไปฟ้องศาลปกครอง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 ก.พ.ค.เป็นผู้ถูกร้องที่ 2 ทีนี้ศาลปกครองกลาง มีคำวินิจฉัยออกมาให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ผม ขณะที่นายกรัฐมนตรี ก็ตัดสินใจ ยื่นอุทธรรณ์คดี ส่วนทาง ก.พ.ค.ไม่อุทธรณ์ ตอนนี้ศาลปกครองสูงสุด ก็แจ้งมาที่ผมว่า ศาลฯ ได้ยุติ การแสวงหาข้อเท็จจริงแล้ว ในวันที่ 6 ก.ย.(วันนี้) เป็นวันสุดท้าย ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของศาลฯ คือ ยุติไม่รับข้อเท็จจริงทางคดี จากคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย แล้ว จากนี้ไป ศาลปกครองสูงสุด ก็จะนัดพิจารณาคดี โดยจะแจ้งให้คู่ความรับทราบภายใน 7 วัน ซึ่งผมก็รออยู่ แล้วทางนายกรัฐมนตรีเอง ก็ไม่มีการยื่นข้อเท็จจริงใหม่ เข้าไปให้ศาลพิจารณาเช่นกัน เรื่องมันก็น่าจะจบก็รอศาลฯ พิจารณา เพราะความจริง คดีมันก็มีกรณีเทียบเคียงคดีของ ท่านพีรพล ไตรทศาวิทย์ อดีตปลัดมหาดไทยได้ ซึ่งสุดท้าย นายกรัฐมนตรีก็ไม่อุทธรณ์เรื่องมันก็จบ แต่มากรณีผม ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อุทธรณ์ แล้วทางฝั่ง นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็บอกว่า กรณีของผมมันจะกระทบกับการบริหารราชการแผ่นดิน กลายเป็นไม่ใช่มาตรฐานเดียวกัน เพราะมีความพยายามชี้ว่า ผมยังไม่เกษียณ แต่ส่วนตัวดูแล้วประเด็นว่า"เกษียณหรือไม่เกษียณ"มันน่าจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน (เกษียณอายุราชการ 30 ก.ย. 2557 )

ถามว่า ถ้า ครม.มีมติฯ คืนตำแหน่งแล้ว ส่วนตัวจะฟ้องกลับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี กัับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า ถ้าจะฟ้องก็ฟ้องได้ ฟ้องกรณีผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ปฏิบัติ หรือ ไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามที่ท่านกล้านรงค์ จันทิก เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้กรุณาเปิดประเด็นเอาไว้ให้ ก็ต้องขอขอบคุณ ถ้า ปปช.ไต่สวนแล้วมีมูลก็จะถึงขั้น นายกฯ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็จะลามไปถึง ครม.อีก ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งคณะ เรื่องใหญ่เลยทีนี้ แต่ในความเห็นผม "ผมเป็นข้าราชการมาตลอดชีวิต 30 กว่าปี ผมเห็นว่า การพ้นไปของคณะรัฐบาล ครม.มันน่าจะเกิดขึ้น เพราะความผิดพลาดจากการบริหารงาน การทุจริตคอร์รัปชัน อาทิ ทำบ้านเมืองเจ๊งไป เพราะนโยบายรับจำนำข้าว มันถึงจะเหมาะสม แต่ถ้านายกฯ ต้องพ้นไป ครม.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะกรณีโยกย้ายข้าราชการคนหนึ่ง ระดับซี 11 ทั้งที่ความจริง ผมเป็นผู้เสียหาย ก็ไม่เห็นด้วย เพราะความจริงมันถือเป็นแค่ความผิดทางเทคนิค นึกออกไหม? ก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น" ส่วน ศาลปกครองสูงสุด จะตัดสินคดี ก่อนที่จะถึงวันเกษียณอายุราชการของตน ( 30 ก.ย. 2557) หรือไม่ ส่วนตัวยังไม่สามารถบอกได้ เพียงแต่ถ้าดูตามขั้นตอนที่ศาลปกครองกลางพิจารณามา เป็นขั้นตอนที่ไม่นานนัก หลังจากยุติการหาข้อเท็จจริง ก็นัดพิจารณาคดีครั้งแรก หลังจากนั้นไม่เกิน 20 วันก็ตัดสิน ฉะนั้นคิดว่า ถ้าเป็นไปตามนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่า เป็นไปตามขั้นตอนนี้หรือไม่? ถ้าเป็นไปตามขั้นตอน ศาลปกครองสูงสุด ก็น่าจะมีผลออกมาเร็ว ๆ นี้ ก็ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ แต่มั่นใจว่า ผลจะออกมาก่อนที่ผมจะเกษียณอายุราชการ เพราะได้ร้องไปที่ศาลฯ แล้วว่า ถ้าการเยียวยา การคืนตำแหน่งให้ไม่ปรากฏตามข้อเท็จจริง ก็จะเป็นการทำร้ายจิตใจ แล้วต่อไปฝ่ายบริหารก็จะอาศัยไม้ หรือ จุดอ่อนตรงนี้ มาเยื้อคดีให้ถึงที่สุด เพราะผู้ถูกย้ายโดยไม่เป็นธรรมพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็ "ชีช้ำกะหล่่ำปลี"

ผมจึงร้องขอศาลว่า"ควรเร่งพิจารณาคดี เพื่อให้เป็นตัวอย่างต่อไปว่า ผู้มีอำนาจจะไม่ใช้วิธีนี้ ทำให้ต้องพ้นเกษียณอายุราชการไป

". http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539241815&Ntype=3

**************

แล้วก็ดูข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่ตามต่อมาในกรณีนี้

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.57 เมื่อเวลา 14.50 น. ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แก่นายถวิล เปลี่ยนศรี ภายใน 45 วัน โดยเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ใช้ดุลยพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ จึงเป็นการกระทำไม่ชอบด้วยกฏหมาย

โดยการอ่านคำพิพากษาดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เวลา 13.10 น. โดยกำหนดกรอบวินิจฉัย 2 ประเด็น ได้แก่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้นายถวิลไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประกาศให้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. มีความชอบด้วยกฏหมายหรือไม่

ศาลชี้ว่าคำสั่งนายกรัฐมนตรีตกไป หลังมีประกาศแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนประเด็นกระบวนการโอนย้ายและแต่งตั้งนายถวิลนั้น ศาลเห็นว่า กระทำโดยถูกต้องทั้งรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการที่กำหนดไว้ และยืนยันในอำนาจต่อการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหาร ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ แต่ศาลพิเคราะห์กระบวนการโอนย้ายนายถวิลแล้ว เห็นว่า มิได้มีการให้เหตุผลของการโอนย้ายตามสมควร แม้ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจะมีลักษณะงานคล้ายกัน แต่แตกต่างกันที่สายบังคับบัญชาต่างกัน เพราะเลขาธิการ สมช. ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ขึ้นตรงแค่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นการใช้ดุลยพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ เป็นการทำลายศักดิ์ศรีและไม่มีคุณธรรม

ศาลปกครองจึงเห็นชอบคำสั่งเพิกถอนของศาลปกครองในชั้นต้นให้มีผลย้อนหลัง เท่ากับนายถวิลได้รับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. และต้องคืนตำแหน่งภายใน 45 วัน

ส่วนผลสรุปในตอนจบของผู้กระทำความผิดนั้น ต้องย้อนกลับไปอ่านในตอนต้นครับ

นี่ไงครับ อำนาจนอกระบบ ที่แท้จริง

ที่คนเสื้อแดงร่ำร้องอยากจะทำลายให้สูญสิ้นไปจากประเทศไทย
และกำลังจะเกิดขึ้นจริงตามคำเรียกร้องในไม่ช้า


ความคิดเห็น | | Read More...

บิดเบือนหรือเบี่ยงเบน

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557 | 07:59

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557


สถานการณ์ทางการเมืองในวันนี้ยังคงความอึมครึมไว้เช่นเคย ปล่อยให้ประชาชนพากันคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้ากันเอาเองตามอัธยาศัย ในขณะที่องค์กรอิสระต่างก็พยายามที่จะกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองกลับคืนมาด้วยการใช้ดุลยอำนาจที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ฝ่ายตุลาการก็พยายามฝ่าด่านอันแข็งแกร่งของกำแพงเงินตราที่ระดมเข้ามาต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ เพื่อนำอำนาจของกฎหมายมาบังคับใช้ด้วยความเที่ยงธรรม

ซึ่งรัฐบาลรักษาการชุดนี้ก็ใช้ความพยายามเต็มที่เช่นกันในการปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงที่เคยลากจูงพวกตนเข้ามาสู่สภาอันทรงเกียรติด้วยเลือดและชีวิต หลังจากที่พลาดท่าเสียรังวัดไปในการปล่อยให้พลพรรคโกงกินกันอย่างคึกคะนองหลงระเริงลืมตัว ทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ที่เป็นคนเสื้อแดงและชื่นชอบในนโยบายประชานิยมแบบล้มประเทศเช่นนี้ พากันตีจากออกไป  และทำท่าว่าจะไปร่วมกับฝ่ายตรงข้ามเนื่องจากขายข้าวให้รัฐบาลแล้วกลับไม่ได้เงินมาตามที่ควรจะเป็น ทำให้รัฐบาลต้องดิ้นรนอุตลุดในทุกวิถีทาง ทั้งยอมเสี่ยงกระทำในเรื่องที่ผิดกฎหมายหลายต่อหลายเรื่องเพียงเพื่อกอบกู้สถานการณ์ที่ย่ำแย่กลับคืนมาโดยเร็ว

แต่การนำเงินสดจำนวน 1.3 แสนล้านมาจ่ายค่าข้าวภายในเวลาอันรวดเร็วกลับเป็นเรื่องที่สุดความสามารถของรัฐบาล เพราะปัญหาเกิดจากการกักตุนข้าวไว้เพื่อหวังผลกำไรเป็นความคิดของคนโง่โดยบริสุทธิ์ เนื่องจากข้าวสารที่สีกักตุนไว้กส่วนมากกำลังแปรสภาพเป็นแป้งหมักที่เหมาะในการทำสุรามากกว่า 

และข้าวเปลือกที่เข้ามาใหม่ๆ มีสภาพสมบูรณ์ที่รัฐบาลซื้อมาจากชาวนาในราคาสูงสุดตันละ 12,500 บาทถูกมือลึกลับซื้อไปจากคลังเก็บของรัฐบาลในราคาตันละไม่เกิน 6,000 บาทบาท ก่อนจะถูกหมุนเวียนนำออกไปเร่ขายให้กับโรงสีในโครงการเป็นรอบที่สองในราคาตันละ 12,500 บาท และข้าวที่ถูกนำไปเข้ากระบวนการนี้ไม่ทราบว่ามีจำนวนกี่ล้านตัน

นี่ยังไม่นับรวมบรรดาชาวนาปลอมที่มีการแจ้งจำนวนผลผลิตที่นำเข้ามาจากประเทศพม่า เขมร อีกหลายแสนตันในแต่ละรอบการผลิต 

นี่ยังไม่นับรวมยอดข้าวเปลือกที่มีแต่ตัวเลขอีกนับแสนตัน ที่ทำให้เกิดปัญหาไฟใหม้ข้าวสารในคลังเก็บหลายแห่งทั่วประเทศเพื่อทำลายหลักฐานเนื่องจากไม่มีอยู่จริง

นี่ยังไม่รวมถึงการคัดเลือกโรงสีของพวกพ้องเข้ามาในโครงการ

นี่ยังไม่นับรวมถึงบรรดาคลังเก็บข้าวเปลือกที่ไม่มีมาตรฐานอีกมากมายในโครงการ

ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากน้ำมือของบรรดานักการเมืองที่กอบโกยผลประโยชน์จากประเทศชาติจนกลายเป็นสันดานที่ต้องบรรจุลงในนโยบายหลักของพรรค 
ทั้งจากพรรคที่เป็นรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลที่มีประวัติการโกงกินจนติดเป็นนิสัย

ยอมรับกันเสียทีเถอะครับว่า 
ความเป็นนักการเมืองอาชีพของหลายๆ คน 
มันหมายถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศ 
จากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชน 
และจากชีวิตเลือดเนื้อของประชาชน

มันยังคงโกงกินเสมอมา
ความคิดเห็น | | Read More...

ไฟจากการเมือง

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 | 10:56

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557


ภาพข้างบนนำมาจาก Trattv ครับและมีข้อมูลประกอบข่าวเป็นระยะๆ ตั้งแต่เวลาเกิดเหตุ 21.30 น.ของวันที่ 22 ก.พ.57 เป็นต้นมา ทั้งภาพทั้งคลิปและข้อความ

แต่ในช่วงเช้ามีข้อมูลเพิ่มเติมจาก Tnews ว่า เหตุเกิดที่ตลาดยิ่งเจริญ หมู่ 1 ตำบลแสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด ขณะที่บนเวทีการชุมนุม กปปส.กำลังมีการอภิปรายของกลุ่มรวมพลคนไทยหัวใจรักชาติ โดยมี “จ่าพงษ์ สารคาม” กำลังอภิปรายโจมตีการทำงานของรัฐบาล โดยมีชาวตราดจำนวนกว่า 500 คนนั่งฟังอยู่ และที่ข้างๆ เวที ซึ่งมีร้านก๋วยเตี๋ยวชายสี่บะหมี่เกี๊ยว และร้านหอยทอด ก็มีลูกค้านั่งกินอยู่ประมาณ 20 คน รวมทั้งการ์ด กปปส. ด้วย รวมทั้งมีชาวตราดบางส่วนนั่งฟังอยู่ที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้ใกล้เวทีด้วยความสนใจ

ในระหว่างนั้นมีรถกระบะจำนวน 2 คัน เป็นรถโตโยต้า ไฮลักซ์ สีบรอนซ์ และรถกระบะสีขาว ยี่ห้อมิตซูบิชิ วิ่งผ่านมาและชะลอความเร็ว คนที่อยูในรถกระบะมิตซูบิชิได้ขว้างระเบิดเข้ามาในกลุ่มคน ทำให้ระเบิดตกลงที่ตู้ร้านก๋วยเตี๋ยว และคนที่นั่งมาในรถกระบะโตโยต้าได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงเข้าใส่ถูกคนที่นั่งกินก๋วยเตี๋ยว หลังจากนั้นคนร้ายก็ยิงปืนกราดขึ้นไปด้านหน้าเวที โดยกระสุนปืนถูกผู้ชุมนุมหลายคน รวมทั้งผู้หญิงด้วย เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บกว่า 30 คน โดยมีเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ ได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วย โดยผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดถูกส่งไปยัง รพ.เขาสมิง รพ.ตราด และ รพ.กรุงเทพตราด

 สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ พล.ต.ต.ถิร์สทัต บูรณรัช ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ตราด ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุหลังรับรายงานจาก พ.ต.อ.จิรวุฒิ ตัณฑศรี ผกก สภ.เขาสมิง ว่า มีการใช้อาวุธปืนหลายขนาดประกอบด้วย 11 มม.ลูกซอง และอาวุธสงคราม รวมทั้งระเบิดคาดว่าเป็นลูกเกลี้ยงจำนวนสองลูก อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงก่อนเที่ยงคืนที่ผ่านมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด พร้อมด้วยนายแพทย์ชรัตน์ วสุธาดา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตราด ได้เข้าตรวจที่เกิดเหตุและสรุปยอดผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล 19 คน และยืนยันว่ายังไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ พล.ต.ต.ถิร์สทัต เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบพื้นที่พบปลอกกระสุนปืน 11 มม.จำนวน 10 ปลอก ส่วนระเบิดนั้นคาดว่าเป็นระเบิดแบบน้อยหน่า ผู้บาดเจ็บมีทั้งสิ้น 39 คน และยืนยันว่ายังไม่มีผู้เสียชีวิต ต่อมา นพ.ชรัตน์ วสุธาดา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กรณีเด็กหญิงวัย 8 ขวบที่บาดเจ็บสาหัส ยังไม่เสียชีวิต แต่ถูกส่งไปรักษาต่อที่ รพ.ระยอง

และในช่วงเช้าก็มีผู้อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุนี้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊คว่า "ใหญ่ ท่าม่วง" แสดงอาการลิงโลดภาคภูมิใจในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์และมีบรรดาสาวกเสื้อแดงบางส่วนออกมาสรรเสริญสนับสนุนเป็นทิวแถว ซึ่งหมายความว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับเงินค่าจ้างมามากเพียงพอที่จะสร้างสถานการณ์รุนแรงขึ้นในบ้านเมืองอย่างอิสระ จะทำเมื่อไร? ที่ไหน? ผู้ว่าจ้างไม่เกี่ยงงอนอีกแล้ว ขออย่างเดียวให้ประเทศชาตินี้เกิดความวุ่นวายขึ้นทุกหัวระแหงเท่านั้นก็คุ้มราคาค่าจ้างแล้ว

ขณะที่แนวทางในการใช้การประชาสัมพันธ์จากสื่อของรัฐและเสื้อแดงเข้าปลุกปั่นสร้างข่าวเท็จเพื่อหลอกลวงชาวนาให้เชื่อว่าการค้างชำระเงินค่าข้าวนี้เกิดจากการขัดขวางกระบวนการจ่ายเงินของ กปปส.ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยกู้ของ ธกส. ธ.ออมสิน หรือ ธ.พานิชย์ต่างๆ รวมถึงการออกพันธบัตรรัฐบาล ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเป็นเงินที่ค้างจ่ายมาตั้งแต่ก่อนมีการชุมนุมแล้ว และเงินจำนวนนั้นไม่สามารถที่จะขอกู้เพิ่มเติมจากสถาบันการเงินใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากติดขัดในข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่เกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของรัฐบาลรักษาการ

และก็ยังมีอดีต ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคในพื้นที่ชักจูงชาวนาบางส่วนให้หลงทิศหลงทางมาเรียกร้องเงินค่าข้าวแล้วก็พาชาวนาค้างคืนบนถนนถึงสองวัน ถ่วงเวลาจนเป็นข่าวออกสื่อมวลชน จากนั้นจึงแจ้งว่าคุยกับนายกฯ เป็นการส่วนตัวแล้ว รัฐบาลรับปากว่าจะจ่ายเงินให้อาทิตย์หน้า แล้วก็พาชาวนาเดินทางกลับบ้าน ปล่อยให้ชาวนางงเป็นไก่ตาแตกอยู่กลางถนน ซึ่งนี่คือแนวทางการต่อรองในทางการเมืองของพรรครร่วมรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่ปลิ้นปล้อนที่สุดในประเทศไทย

อีกด้านกลุ่มเสื้อแดงระดับแกนนำที่จัดการพบปะเป็นประจำก็ออกมาข่มขู่ประชาชน และ กปปส.เป็นรายวัน และแนวทางที่ถนัดของกลุ่มนี้คือการใช้ความรุนแรง ตั้งใจจะนำมวลชนออกมาเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเองให้ตายลงมากที่สุด เพื่อแลกกับเศษเงินที่นายใหญ่จะโยนมาให้ตามจำนวนศพที่มีแล้วคนกลุ่มนี้ก็จะนำเงินเหล่านี้มาสร้างฐานะตนเองต่อไป โดยไม่เคยแยแสครอบครัวผู้ที่เสียชีวิต ประวัติศาสตร์หน้านี้เคยถูกบันทึกไว้แล้วในอดีต

สำหรับบทบาทของรัฐบาลรักษาการนั้นหมดสภาพไปตั้งแต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการชุมนุมของ กปปส.ถูกต้องชอบธรรมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และมีศาลแพ่งเข้ามาตอกย้ำจนทำให้ ศรส.กลายเป็นหน่วยงานที่ไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง จนกลายเป็นหัวข้อสนทนาในระดับสากลไปแล้ว ว่ารัฐบาลยังจะทำอะไรได้อีกกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ขณะที่ตัวของนายกฯ รักษาการ ก็เปรียบเสมือนนักโทษหนีคดีต้องใช้ชีวิตความเป็นอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ตลอดเวลา

ทางออกน่ะมี แต่ติดขัดอยู่ที่เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว ความชั่วร้ายที่ถูกหมกซ่อนไว้ใต้พรมจะต้องถูกเปิดออกมาสะสางกันอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

กฎหมายที่ลงโทษนักการเมืองทุจริตต้องเด็ดขาด
โทษสูงสุดต้องถึงประหารชีวิต 
ต่ำสุดต้องจำคุกไม่ต่ำกว่าสิบปี
และจะต้องติดตามยึดทรัพย์ให้หมดสิ้น
ไม่ว่าจะมีการโยกย้ายถ่ายโอนไปในที่ใดก็ตาม


ความคิดเห็น | | Read More...

สงครามเพื่อใคร?

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557 | 19:18

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557



ในที่สุดรัฐบาลรักษาการก็ยืนยันที่จะให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใน 2 ก.พ.57 โดยไม่มีการเลื่อนออกไปตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญและ กกต.ซึ่งมองเห็นถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้คาดการณ์ได้ว่า รัฐบาลมีเจตนาที่จะให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เพราะแม้จะมีการเลือกตั้งตามวันที่กำหนดไว้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ตามกฎหมาย เนื่องจากมีหลายเขตเลือกตั้งที่ไม่สามารถเปิดให้ลงคะแนนเสียงได้ตามปกติ ทำให้จำนวนของ ส.ส.ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่กฎหมายระบุไว้

และก็เป็นอีกครั้งในจำนวนหลายๆ ครั้งที่รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันกับที่รัฐบาลชนะการเลือกตั้งเข้ามา

รัฐบาลชุดนี้จึงเป็นรัฐบาลเผด็จการที่สมบูรณ์แบบ เพราะมีเรื่องราวที่ถูกร้องเรียน ถูกฟ้องร้อง จนนับไม่ถูกว่ามีอยู่กี่เรื่องกันแน่ แต่รัฐบาลก็ยังไม่ใส่ใจยังคงดึงดันที่จะดำเนินการให้มีการเลือกตั้งต่อไปโดยอ้างถึงความเป็นประชาธิปไตย ... ตามความเข้าใจของรัฐบาล และก็ยังคงเดินหน้ากระทำเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายต่อไปอีกอย่างไม่หยุดยั้งโดยไม่แยแสต่อความถูกต้อง และเสียงคัดค้านของประชาชนจำนวนมาก เพราะรัฐบาลอาศัยเสียงสนับสนุนจาก พลพรรคแดง ที่เป็นแนวร่วมในการนำพารัฐบาลขึ้นมาสู่อำนาจจากเลือดและความตายของผู้คนจำนวนมากที่ต้องสังเวยให้กับความกระหายในอำนาจของคนบางคน

ในช่วงของการเสวยอำนาจในฐานะของรัฐบาลได้มีการแสวงหาผลประโยชน์และฉ้อฉลในการใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างมูมมาม แม้แต่ในส่วนของเงินงบประมาณแผ่นดินที่นำไปผลาญให้กับโครงการประชานิยมก็ยังมีการตักตวงผลประโยชน์แบบตะกละตะกรามจนทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงการต่างๆ มากมาย เชาน โครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตในทุกขั้นตอนทำให้สูญเสียเงินงบประมาณแผ่นดินไปมากกว่า 4 แสนล้าน ในขณะที่บรรดาแกนนำเสื้อแแดงที่เป็นทาสรับใช้รัฐบาลมาก่อนและก้าวขึ้นมาเป็น ส.ส.หรือ รัฐมนตรี ก็พากันกอบโกยผลประโยชน์แบบไม่ลืมหูลืมตาจนร่ำรวยกันทันตาเห็น

และจึงเป็นชนวนให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างท่วมท้นทั้งจากนักการเมืองฝ่ายค้าน นักวิชาการ กลุ่มพลังมวลชนต่างๆ รวมถึงประชาชนที่รับทราบข้อมูลที่เป็นความจริง และเคยเป็นกลางมาก่อนต่างก็พากันหมดสิ้นความอดทน และระดมพลต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งรัฐบาลเริ่มออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องอย่างหมดสิ้นความละอาย และออกกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเ็ห็นแก่ตัวก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างท่วมท้น

ความดี กับ ความเลว 
สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาและสมองที่มีปัญญา

ไม่ใช่สมองที่เต็มไปด้วยความโลภ และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

ปัญญา ...
ที่สามารถแยกแยะความแตกต่าง
ระหว่าง ความเป็นคน
กับ ความเป็นเศษคน

นี่คือ สภาวะของสงคราม
ที่เกิดจากความตั้งใจของรัฐบาล
ความคิดเห็น | | Read More...

ใบไม้พิษ

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557 | 19:28

วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557


การแสดงออกทางหนึ่งในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนคือการเชิญนักวิชาการในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาหรืออยู่ในความสนใจของประชาชนมาสนทนาเป็นเชิงหาทางออกให้กับปัญหานั้นๆ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงแนวทางของสื่อมวลชนนั้นๆ ว่ามีความเอนเอียงไปในทิศทางใด เพราะบ้านเมืองเราในวันนี้ไม่มีสื่อมวลชนที่เป็นกลางอย่างแน่นอน เนื่องจากตกเป็นเครื่องมือในทางการเมืองประเภทหนึ่งของกลุ่มนายทุนการเมืองไปอย่างสมบูรณ์เนิ่นนานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายสะดวก สถานีวิทยุทั้งท้องถิ่นและส่วนกลาง สนานีโทรทัศน์เสรีทั้งมวล ไม่เว้นแม้กระทั่งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ผ่านสายเคเบิล ของต่างจังหวัด แถมด้วยฝ่ายประชาสัมพันธ์ของนักการเมืองในแต่ละท้องถิ่นที่ระดมป้อนข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชนอย่างบ้าคลั่งในแนวทางที่ตนต้องการ โดยไม่สนใจที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงแม้แต่ครั้งเดียว

นี่คือปัญหาสำคัญของบ้านเมือง
ที่นักวิชาการส่วนมากไม่เคยคำนึงถึง  

ประชาชนส่วนมากที่มีอยู่ในประเทศไทยในส่วนของผู้สูงอายุมีระดับเกณฑ์การศึกษาอยู่ในระดับพ้นเกณฑ์บังคับทั้งนั้นนั่นคือ ป.4 (แต่ก็มีอีกมากมายที่ไม่ผ่าน) พอมารุ่นหลังๆ ที่อายุไม่มากนักก็จะมีการศึกษาสูงขึ้นอีกนิดแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ผ่านภาคบังคับคือ ป.6 เพราะฉะนั้น สรุปได้ว่าประชาชนส่วนนี้ ไม่มีความรู้ อย่างแท้จริง สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจก็คือ การประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงชีวิตเท่านั้น คือ ผู้ที่มรดกที่นา ที่ไร่ ที่สวน ก็จะทำไร่ ทำนาตามแบบอย่างของบรรพบุรุษ (แต่บางส่วนก็เอาที่ดินไปขายเพื่อซื้อรถปิคอัพหมดแล้วก็ใช้วิธีเช่าที่ไร่ ที่นาของนายทุนทำเอา) บางส่วนไม่มีอะไรเหลืออีกแล้วนอกจากแรงงานก็กลายเป็นกรรมกรขายแรงงานตามแบบอย่างบรรพบุรุษ อาศัยกาลเวลาเป็นตัวช่วยบ่มเพาะประสบการณ์ความชำนาญ บางส่วนก็หันไปยึดอาชีพค้าขายตามยถากรรม ขายทุกอย่างที่หาซื้อได้อันเป็นแหล่งกำเนิดของตลาดนัดร่อนเร่อยู่ทุกมุมประเทศ แม้แต่ในชนบท

ประชาชนเหล่านี้คือกลุ่มเป้าหมายสำคัญของนักการเมืองเลวๆ ที่ก่อกำเนิดมาจากนายทุน เพราะสามารถใช้เงินเป็นปัจจัยในการสร้างคะแนนเสียงให้มีขึ้นโดยไม่ต้องตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเสมือนการซื้อหาสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งจากตลาดด้วยการยื่นหมูยื่นแมวแล้วจบกันไป ไม่มีหนี้บุญคุณผูกพันต่อกัน และประชาชนกลุ่มนี้ส่วนมากก็ไม่ต้องการทราบคำอธิบายใดๆ เช่นกัน เพราะตนเองไม่มีความกระตือรือล้นสนใจในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารการปกครองในระดับประเทศแต่อย่างใด สนใจเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาปากท้องของตนในพื้นที่ที่อยู่ในระดับหมู่บ้านของตนเื่ท่านั้น ดังนั้นนายทุนนักการเมืองที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดสนของหมู่บ้านแม้จะเพียงชั่วคราว ย่อมจะเป็นเสมือนพ่อพระหรือเทวดาเดินดิน (แม้ว่าเงินที่นำมาแก้ไขปัญหานั้นจะมาจากภาษีของประชาชนทั้งแผ่นดิน)

จึงไม่แปลกอะไรถ้าจังหวัดหนึ่งที่มีนักการเมืองเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีจะมีถนนหนทางที่สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ขณะที่อีกหลายจังหวัดยังไม่มีแม้แต่ถนนลูกรังจะออกไปยังอำเภออื่นๆ และก็ไม่แปลกอะไรหากนักการเมืองท้องถิ่นหลายๆ คนจะมีนิวาสถานอยู่ในกรุงเทพมหานครตลอดมาหลายสิบปี แต่กลับได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ในจังหวัดของชนบทห่างไกลทุกยุคทุกสมัย ทั้งๆ ที่ตนเองยังจำไม่ได้เลยว่าจังหวัดนั้นๆ ตั้งอยู่ในภาคใด ส่วนใดของประเทศไทย และบรรดาลูกหลานที่มีนามสกุลเหมือนกันก็ได้รับเลือกตั้งเช่นกัน ทั้งๆ ที่ไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปเหยียบพื้นดินจังหวัดนั้นด้วยซ้ำไป และจึงไม่แปลกที่จังหวัดเหล่านั้นจะยังคงสภาพเป็นจังหวัดบ้านนอกที่ด้อยความเจริญต่อไป

นี่คือวิถีทางของการเมืองแบบไทยๆ ที่ยั่งยืนและมั่นคงยากที่จะลบล้าง

ยามเย็นเมื่อลงไปกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นใจก็มักจะนึกไปถึงพระภิกษุที่กวาดลานวัดแล้วใช้เวลานั้นในการใช้ สติ พิจารณาถึงหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เลยประยุกต์ใช้แนวทางนั้นมาบ้าง กวาดใบไม้ไปแต่ละใบอดนึกไม่ได้ว่าหากใบไม้ที่ร่วงหล่นลงไปนี้เป็นนักการเมืองการกวาดไปรวมไว้ที่โคนต้นไม้ให้เน่าเปื่อยเพื่อใช้ประโยชน์ในการทำปุ๋ย ไม่แน่ใจว่าต้นไม้เหล่านี้จะเติบโตหรือจะเหี่ยวเฉาลงในที่สุด

เพราะนักการเมืองเหล่านี้เหมือนใบไม้ที่มีพิษอยู่ในตัวของมัน 
สามารถทำอันตรายทั้งกับผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง
และแก่ตัวของมันเอง
ไม่ว่ามันจะยังสดใสอยู่
หรือมันจะเปื่อยเน่าไปแล้วก็ตาม

มันก็ยังคงมีพิษอยู่ชั่วนิรันดร์
ความคิดเห็น | | Read More...

กฎหมายยังมีอยู่?

Penulis : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ on วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 | 21:57

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556



หากติดตามสถานการณ์บ้านเมืองมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง เชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครกล้าตอบคำถามของชื่อบทความนี้แน่นอน เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นเหล่านี้หรือไม่ มันเหมือนกับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้เป็นเพียงความฝันของการนอนหลับหลังอาหารเย็นครั้งหนึ่งในหลายๆ ครั้งของชีวิต อาจจะเป็นเพราะชีวิตของเราเริ่มจะชาชินกับความอยุติธรรมในสังคมไทย หรืออาจจะเป็นเพราะเราเกิดความชาชินกับพฤติกรรมของผู้พิทักษฺ์สันติราษฎร์ของบ้านเมืองเราก็เป็นได้ หรืออาจจะเป็นเพราะเราเริ่มจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมของรัฐบาลไทยภายใต้การกำกับดูแลของใครคนหนึ่ง(ที่รู้กันดีทั้งประเทศว่าเป็นใคร ? แม้แต่ตัวของนายกรัฐมนตรีเอง) หรทอเพราะเราคุ้นเคยกับพฤติกรรมของนักการเมืองบ้านเรา หรอเพราะเราเริ่มจะคุ้นเคยกับความเป็น "คนเสื้อแดง" ในฐานะที่เป็นชนเผ่าหนึ่งของประเทศไทย


การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในช่วงหนึ่งบอกให้เราได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในสังคมไทย

เราได้เห็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทำหน้าที่ผู้คุ้มครองดูแลประชาชนคนเสื้อแดงตั้งแต่การนำขบวนการเดินทางเข้าสู่ที่ชุมนุม การอำนวยความสะดวกช่วยขนลำเลียงเก้าอี้ การดูแลรักษาความปลอดภัยผู้ชุมนุม และในที่สุดก็คือการนิ่งเฉยปล่อยให้มีการปราศรัยโจมตีจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างโจ่งแจ้ง ทั้งนี้ในจำนวนผู้กล่าวปราศรัยก็ยังมี บรรดา ส.ส.ของพรรครัฐบาลมาขึ้นเวทีนับไม่ถ้วน แม้กระทั่ง รมช.ก็ยังสวมเสื้อแดงมาขึ้นเวทีอย่างเปิดเผย

เราได้เห็นอาการนิ่งเฉยของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เมื่อ นศ.รามคำแหงถูกโจมตีเข่นฆ่าด้วยอาวุธอย่างโหดเหี้ยมจากวันหนึ่งผ่านคืนหนึ่งจนข้ามมาถึงอีกวันหนึ่ง แต่ นศ.เหล่านั้นกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก จนท.ตร.ตามสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับในฐานะของประชาชนชาวไทย

ประชาชนคนไทยเดินทางมาถึงระบบการปกครองที่ไร้กฎหมายโดยสิ้นเชิง
แต่ยังคงมีกฎหมายไว้สำหรับรับใช้รัฐบาลเท่านั้น
ไม่ใช่สำหรับประชาชน

และรัฐบาลเองก็เป็นรัฐบาลที่ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ
เป็นรัฐบาลที่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

เป็นรัฐบาลที่อยู่เหนือกฎหมาย
เพียงอาศัยคำว่า "เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง" เท่านั้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้่างต้น
รัฐธรรมนูญยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่ ?
การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญยังสามารถกระทำได้หรือ ?
อำนาจอธิปไตย ยังคงเป็นของประชาชนอยู่อีกหรือ ?

สังคมไทย ยังรอคำตอบจากรัฐบาลอยู่อีกมากมาย

และคงไม่ได้รับคำตอบเช่นเดิม
เหมือนกับหลายๆ เรื่องที่ไม่เคยมีคำตอบให้กับประชาชน

ความคิดเห็น | | Read More...
 
Design Template by panjz-online | Support by creating website | Powered by Blogger